โครงการอนุรักษ์วัฒนธรรมล้านนา Lanna culture conservation project ยินดียิ่งแล้ว แขกแก้วมาแอ่ว
ขายที่นอนในรถ
ปรับหลังรถของคุณให้เป็นที่นอนสบายๆกับผลิตภัณฑ์ที่นอนในรถ ให้ราคากันเอง 2,200 บาท
วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2556
วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
วัฒนธรรมล้านนา
วัฒนธรรมล้านนา เป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมายาวนาน บรรดาพวกเราเหล่าลูกหลานชาวล้านนา ควรเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมของดีบ้านเรา อย่าให้คนอื่นเขาว่า "พระบ้านตั่วบ่อไหว้ ไปไหว้พระบ้านเปิ้น" หมายความว่า สิ่งดีงามของบ้านเรา เราไม่เห็นค่า แต่ไปเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมคนอื่น อย่าให้วัฒนธรรมชาวล้านนา เหลือแต่เพียงตำนาน ที่เล่าสืบขานกันสืบต่อมาเท่านั้น แต่ขอให้ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันช่วยปกป้องรักษา ช่วยกันคนละไม้คนละมือ คำภาษาเมืองว่า ปี้ฮู้สอง น้องฮู้นึ่ง ช่วยกันรักษาสืบสานให้คนรุ่นหลังได้ภาคภูมิใจว่า บรรพบุรุษของพวกเขาได้สรรสร้างวัฒนธรรมที่ดีงามเอาไว้ให้ จะได้ไม่อายคนอื่นเขา จะได้พูดอย่างไม่อายว่า พวกเราชาวล้านนาก็มีอารยธรรมเป็นของตัวเอง จ่วยกั๋นสืบฮีตโตยฮอยวัฒนธรรมล้านนาตวยกั๋นเน้อเจ้า by petch viengping
ขอบคุณภาพจากyoutube
Lanna cultureWas a long cultural heritage. We are sons of those things. I appreciate the culture of our home. Do not let other people, he said. "The Flying House Bo Wai. Beautiful house set in "means that the good things in our country. We do not see the value. But to appreciate other cultures. Do not let the people of Lanna culture. But only a myth. I traced the call to carry out only. But people together to protect. Cnlaamgcnlamืa help. Sorry, that's two words in hood and steam will continue to be proud of that generation. Their fathers have created a culture that is pretty good. They are not shy people. I can not say that. We have over their own civilization.
by petch viengping.
วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
ประวัติและความเป็นมาของประเพณีลอยกระทงล้านนาไทย
ประวัติและความเป็นมาของประเพณีลอยกระทงล้านนาไทย
ประเพณีลอยกระทงในภาคเหนือ หรือที่เรียกตามหนังสือตำนานโยนก และจามเทวีวงศ์ว่า “ ประเพณีลอยโขมด ” หรือลอยไฟนั้น เป็นประเพณีที่สนุกสนานครึกครื้นมาก แม้ว่าจะไม่เป็นการใหญ่โตเหมือนปัจจุบัน คือ ก่อนจะถึงวันเพ็ญเดือน ๑๒ ใต้ ก็จัดการปัดกวาดแผ้วถางบ้านเรือนสถานที่ให้สะอาดเรียบร้อย ประดับประดาด้วยธงชาติ จัดเปลี่ยนดอกไม้ในแจกันหิ้งพระบูชาพระ จัดเตรียมประทีปหรือเทียนขี้ผึ้งไว้สำหรับจุดบูชาพระ ที่ประตูบ้านก็จะหาต้นกล้วย ต้นอ้อย ก้านมะพร้าว หรือไม้อื่น ๆ มาประดิษฐ์ทำเป็นซุ้มประตูป่าแบบต่าง ๆ ให้เป็นที่สวยงาม บ้างก็จัดหาดอกบานไม่รู้โรยหรือที่เมืองเหนือเรียกว่า “ ดอกตะล่อม ” มาร้อยเป็นอุบะห้อยไว้ตามขอบประตู ประตูเรือน หรือประตูห้อง หรือหิ้งบูชาพระ ผู้ที่มีใจศรัทธาแรงกล้าถึงกับทำมาก ๆ แล้วนำไปประดับประดาตามวัดเป็นพุทธบูชา หรือเมื่อประดับประดาดอกไม้เรียบร้อยแล้ว ก็หาโคมญี่ปุ่นหรือประทีปมาเตรียมไว้ เพื่อจะได้ใช้ตามไฟในงาน
ในขณะเดียวกันตามวัดวาอารามหรือสถานที่สำคัญก็จะจัดสถานที่ให้สวยงามเป็นพิเศษ ที่ซุ้มประตูของวัด และในพระวิหารก็จัดตกแต่งด้วยดอกไม้ โคมไฟสวยงาม และบ้างก็ประดิษฐ์โคมไฟชนิดหนึ่ง รอบ ๆ จะมีรูปสัตว์ต่าง ๆ อยู่ภายในโคม แขวนหรือตั้งไว้ในวัด เมื่อจุดไฟแล้วจะมองเห็นภาพต่าง ๆ ในโคมไฟนี้ ตามภาษาพื้นเมือง เรียกว่า “ โคมผัด ” ในงานวันนั้นรอบ ๆ บริเวณก็จะจุดไฟด้วยเทียน หรือตั้งประทีปไว้รอบ ๆ เพื่อเป็นการบูชาระลึกถึงพระพุทธเจ้า นอกจากมีการประดับประดาโคมไฟแล้ว ทุกวัดก็จะมีการทำบุญทางศาสนา ในตอนเช้าของวันเพ็ญและมีการฟังเทศน์มหาชาติ แบบพื้นเมือง ซึ่งการฟังเทศน์พระธรรมกถึกผู้เทศน์จะต้องใช้เคล็ดในการเทศน์ให้ฟังกันอย่างสนุกสนาน และได้เนื้อหาทางศีลธรรมพร้อม ๆ กันไป ซึ่งก็มักจะนิยมให้ท่านเทศน์กัณฑ์มัทรี ชูชก หรือ ที่เมืองเหนือเรียกว่า “ ตุ๊จ๊ก ” กัณฑ์กุมาร มหาราช และนครกัณฑ์ ซึ่งบางแห่งก็มีการเทศน์ทั้งหมด ๑๓ กัณฑ์เลยทีเดียว และต้อง เริ่มเทศน์ฟังกันตั้งแต่ ๗ - ๘ ค่ำไป ให้สิ้นสุดลงในวันเพ็ญ หรือวันแรม ๑ ค่ำ และต้องนิมนต์พระธรรมกถึกมาจากที่ต่าง ๆ กัน
นอกจากการทำบุญ ฟังเทศน์ตามประเพณีแล้ว ยังมีการปล่อยโคมลอยซึ่งตามประเพณีถือว่าเป็นการปล่อยไป เพื่อบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ ซึ่งตอนเช้าวันนี้จะได้ยินเสียงประทัด และเห็นโคมลอยขึ้นบนอากาศหลายลูกด้วยกัน
สำหรับประเพณีการลอยกระทงในภาคเหนือนี้ ตามหนังสือพงศาวดารโยนกของพระยาประชากิจกรจักร์ ( แช่ม บุนนาก ) และหนังสือจามเทวีวงค์ ว่าสอดคล้องกันดังนี้ เมื่อจุลศักราช ๓๐๙ หรือ พ . ศ . ๑๔๙๐ พระยาจุเลราชได้ครองราชสมบัติต่อจากกระมลราชในลำพูน สมัยนั้นลำพูนได้เกิดโรคระบาด หรือที่ตำนานว่า “ โรคหิว ”
หรือ “ โรคห่า ” หรือ “ อหิวาตกโรค ” ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นอันมาก พวกที่ยังไม่ตายเห็นว่าถ้าอยู่ในเมืองลำพูนต่อไปก็ต้องตายแน่ จึงพากันอพยพไปอาศัยอยู่ยังเมือง “ สุธรรมวดี ” คือเมืองสะเทิม ประเทศรามัญ หรือมอญ เพราะชาติไทยเราสมัยนั้นลงมาตั้งอยู่แต่เมืองเชียงแสนเท่านั้น ต่อมาพระเจ้าพุกามกษัติรย์พม่าตีได้เมืองสะเทิม และได้เก็บเอาบุตรธิดาของชาวเมืองไปเป็นบาทบริจาริกาเป็นอันมาก เมื่อเบื่อหน้าก็ทอดทิ้งเสีย พวกชาวเมืองหริภุญชัยก็อพยพหลบหนีไปอาศัยอยู่กับพระเจ้าหงสาวดี ซึ่งทรงอนุเคราะห์เป็นอย่างดี ไปอยู่นานถึง ๖ ปี ครั้นทราบว่าโรคระบาดสงบลงแล้ว ก็คิดถึงบ้านเมืองเดิมของตัว ก็พากันกลับมายังลำพูนอีก ครั้นถึงวัน เดือน ปี ครบรอบที่ได้จากพี่น้อง ทางเมืองหงสาวดีมา ก็จัดแต่งธูปเทียน เครื่องสักการะบูชาใส่ในกระทงลอยไปตามแม่น้ำเป็นการส่งเสิมความคิดถึงไปยังญาติพี่น้อง ที่อยู่เมืองหงสาวดีนั้น เรียกวันว่าลอยโขมด หรือลอยไฟ และถือเป็นประเพณีสืบมา
ส่วนตำราพราหมณ์คณาจารย์ กล่าวว่า พิธีลอยประทีป หรือตามประทีปนี้ เป็นพิธีทางศาสนาพราหมณ์ เรียกว่า “ ประเพณีจองเปรียง ” ทำขึ้นเพื่อเป็นการบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสามของพราหมณ์ คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม เป็นประเภทคู่กันกับลอยกระทง ก่อนจะมีการลอยก็ต้องมีการตามประทีปเสียก่อน ซึ่งพิธีตามประทีปนี้ตามคัมภีร์ของอินเดีย เรียกว่า “ ทีปปาวลี ” กำหนดตามโหราศาสตร์ว่า เมื่อพระอาทิตย์ถึงราศีพิจิก
พระจันทร์อยู่ราศีพฤกษ์เมื่อใด เมื่อนั้นเป็นเวลาตามประทีป แต่ไทยเรามักถือเอาเดือน ๑๒ หรือเดือนยี่เป็งเป็นเกณฑ์ เวลาก็คลาดเคลื่อนกันบ้าง ต่อมาทางการได้สนับสนุนประเพณีนี้ขึ้น เพราะชาวไทยส่วนมากนับถือพุทธศาสนา
เมื่อเห็นว่าเป็นประเพณีที่ดีงาม ก็เลยเอามาแปลงเป็นพิธีทางศาสนา โดยถือว่าเป็นการบูชาพระเจ้าและบูชารอยพระพุทธบาทที่ปรากฏ ณ หาดทรายแม่น้ำนัมนที ซึ่งได้กล่าวมาแล้วในประวัติลอยกระทงปัจจุบันประเพณีลอยกระทงทางเหนือได้จัดขึ้นกันอย่างมโหฬารโดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่สนุกครึกครื้นกว่าที่อื่น ๆ ประชาชนจะหลั่งไหลมาจากที่ต่าง ๆ กัน เพื่อมาเที่ยวงานนี้ เทศบาลก็ได้จัดให้ มีการประกวดและการแห่กระทงเป็นที่น่าสนุกสนานยิ่งขึ้น เป็นการส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรมไทย จัดให้มีการประกวดกระทงใหญ่ ซึ่งบรรดาองค์การส่วนราชการ องค์การส่วนเอกชน สถานศึกษาต่าง ๆ ได้พากันส่งกระทงเข้าประกวดอย่างคับคั่ง ในบริเวณหน้าตึกสำนักงานเทศบาล ก็จะมีการประกวดการประดิษฐ์กระทงเล็ก ด้วยวัสดุต่าง ๆ เป็นต้น
ที่มา หนังสือ ประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทย ผู้แต่ง ศาสตราจารย์เกียรติคุณมณี พยอมยงค์ พิมพ์ครั้งที่ ๕ พ . ศ . ๒๕๔๗ ฉบับปรับปรุงเพิ่มเติม
ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักงานวัฒนธรรม จังหวัดเชียงราย
อาคารศาลากลางจังหวัดหลังเก่า ถ.สิงหไคล ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย ๕๗๐๐๐
โทร ๐-๕๓๗๑-๗๔๒๐ โทรสาร ๐-๕๓๗๑-๗๔๕๔ E-mail : chiangrai@m-culture.go.th
ปรับปรุงข้อมูลครั้งล่าสุดเมื่อ ๑ พฤศจิยน 2549
วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555
ประวัติศาตร์เวียงกุมกาม ก่อนพญามังรายจะสร้างเมืองเชียงใหม่
ประวัติีศาสตร์เวียงกุมกาม เมืองหลวงแห่งแรกของอาณาจักรล้านนา ก่อนที่พญามังรายจะมาสร้างเมืองเชียงใหม่ปัจจุบัน
วันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2555
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)


