ขายที่นอนในรถ

ขายที่นอนในรถ
ปรับหลังรถของคุณให้เป็นที่นอนสบายๆกับผลิตภัณฑ์ที่นอนในรถ ให้ราคากันเอง 2,200 บาท

วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ประวัติและความเป็นมาของประเพณีลอยกระทงล้านนาไทย


ประวัติและความเป็นมาของประเพณีลอยกระทงล้านนาไทย


ประเพณีลอยกระทงในภาคเหนือ หรือที่เรียกตามหนังสือตำนานโยนก และจามเทวีวงศ์ว่า “ ประเพณีลอยโขมด ” หรือลอยไฟนั้น เป็นประเพณีที่สนุกสนานครึกครื้นมาก แม้ว่าจะไม่เป็นการใหญ่โตเหมือนปัจจุบัน คือ ก่อนจะถึงวันเพ็ญเดือน ๑๒ ใต้ ก็จัดการปัดกวาดแผ้วถางบ้านเรือนสถานที่ให้สะอาดเรียบร้อย ประดับประดาด้วยธงชาติ จัดเปลี่ยนดอกไม้ในแจกันหิ้งพระบูชาพระ จัดเตรียมประทีปหรือเทียนขี้ผึ้งไว้สำหรับจุดบูชาพระ ที่ประตูบ้านก็จะหาต้นกล้วย ต้นอ้อย ก้านมะพร้าว หรือไม้อื่น ๆ มาประดิษฐ์ทำเป็นซุ้มประตูป่าแบบต่าง ๆ ให้เป็นที่สวยงาม บ้างก็จัดหาดอกบานไม่รู้โรยหรือที่เมืองเหนือเรียกว่า “ ดอกตะล่อม ” มาร้อยเป็นอุบะห้อยไว้ตามขอบประตู ประตูเรือน หรือประตูห้อง หรือหิ้งบูชาพระ ผู้ที่มีใจศรัทธาแรงกล้าถึงกับทำมาก ๆ แล้วนำไปประดับประดาตามวัดเป็นพุทธบูชา หรือเมื่อประดับประดาดอกไม้เรียบร้อยแล้ว ก็หาโคมญี่ปุ่นหรือประทีปมาเตรียมไว้ เพื่อจะได้ใช้ตามไฟในงาน

ในขณะเดียวกันตามวัดวาอารามหรือสถานที่สำคัญก็จะจัดสถานที่ให้สวยงามเป็นพิเศษ ที่ซุ้มประตูของวัด และในพระวิหารก็จัดตกแต่งด้วยดอกไม้ โคมไฟสวยงาม และบ้างก็ประดิษฐ์โคมไฟชนิดหนึ่ง รอบ ๆ จะมีรูปสัตว์ต่าง ๆ อยู่ภายในโคม แขวนหรือตั้งไว้ในวัด เมื่อจุดไฟแล้วจะมองเห็นภาพต่าง ๆ ในโคมไฟนี้ ตามภาษาพื้นเมือง เรียกว่า “ โคมผัด ” ในงานวันนั้นรอบ ๆ บริเวณก็จะจุดไฟด้วยเทียน หรือตั้งประทีปไว้รอบ ๆ เพื่อเป็นการบูชาระลึกถึงพระพุทธเจ้า นอกจากมีการประดับประดาโคมไฟแล้ว ทุกวัดก็จะมีการทำบุญทางศาสนา ในตอนเช้าของวันเพ็ญและมีการฟังเทศน์มหาชาติ แบบพื้นเมือง ซึ่งการฟังเทศน์พระธรรมกถึกผู้เทศน์จะต้องใช้เคล็ดในการเทศน์ให้ฟังกันอย่างสนุกสนาน และได้เนื้อหาทางศีลธรรมพร้อม ๆ กันไป ซึ่งก็มักจะนิยมให้ท่านเทศน์กัณฑ์มัทรี ชูชก หรือ ที่เมืองเหนือเรียกว่า “ ตุ๊จ๊ก ” กัณฑ์กุมาร มหาราช และนครกัณฑ์ ซึ่งบางแห่งก็มีการเทศน์ทั้งหมด ๑๓ กัณฑ์เลยทีเดียว และต้อง เริ่มเทศน์ฟังกันตั้งแต่ ๗ - ๘ ค่ำไป ให้สิ้นสุดลงในวันเพ็ญ หรือวันแรม ๑ ค่ำ และต้องนิมนต์พระธรรมกถึกมาจากที่ต่าง ๆ กัน

นอกจากการทำบุญ ฟังเทศน์ตามประเพณีแล้ว ยังมีการปล่อยโคมลอยซึ่งตามประเพณีถือว่าเป็นการปล่อยไป เพื่อบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ ซึ่งตอนเช้าวันนี้จะได้ยินเสียงประทัด และเห็นโคมลอยขึ้นบนอากาศหลายลูกด้วยกัน

สำหรับประเพณีการลอยกระทงในภาคเหนือนี้ ตามหนังสือพงศาวดารโยนกของพระยาประชากิจกรจักร์ ( แช่ม บุนนาก ) และหนังสือจามเทวีวงค์ ว่าสอดคล้องกันดังนี้ เมื่อจุลศักราช ๓๐๙ หรือ พ . ศ . ๑๔๙๐ พระยาจุเลราชได้ครองราชสมบัติต่อจากกระมลราชในลำพูน สมัยนั้นลำพูนได้เกิดโรคระบาด หรือที่ตำนานว่า “ โรคหิว ”

หรือ “ โรคห่า ” หรือ “ อหิวาตกโรค ” ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นอันมาก พวกที่ยังไม่ตายเห็นว่าถ้าอยู่ในเมืองลำพูนต่อไปก็ต้องตายแน่ จึงพากันอพยพไปอาศัยอยู่ยังเมือง “ สุธรรมวดี ” คือเมืองสะเทิม ประเทศรามัญ หรือมอญ เพราะชาติไทยเราสมัยนั้นลงมาตั้งอยู่แต่เมืองเชียงแสนเท่านั้น ต่อมาพระเจ้าพุกามกษัติรย์พม่าตีได้เมืองสะเทิม และได้เก็บเอาบุตรธิดาของชาวเมืองไปเป็นบาทบริจาริกาเป็นอันมาก เมื่อเบื่อหน้าก็ทอดทิ้งเสีย พวกชาวเมืองหริภุญชัยก็อพยพหลบหนีไปอาศัยอยู่กับพระเจ้าหงสาวดี ซึ่งทรงอนุเคราะห์เป็นอย่างดี ไปอยู่นานถึง ๖ ปี ครั้นทราบว่าโรคระบาดสงบลงแล้ว ก็คิดถึงบ้านเมืองเดิมของตัว ก็พากันกลับมายังลำพูนอีก ครั้นถึงวัน เดือน ปี ครบรอบที่ได้จากพี่น้อง ทางเมืองหงสาวดีมา ก็จัดแต่งธูปเทียน เครื่องสักการะบูชาใส่ในกระทงลอยไปตามแม่น้ำเป็นการส่งเสิมความคิดถึงไปยังญาติพี่น้อง ที่อยู่เมืองหงสาวดีนั้น เรียกวันว่าลอยโขมด หรือลอยไฟ และถือเป็นประเพณีสืบมา

ส่วนตำราพราหมณ์คณาจารย์ กล่าวว่า พิธีลอยประทีป หรือตามประทีปนี้ เป็นพิธีทางศาสนาพราหมณ์ เรียกว่า “ ประเพณีจองเปรียง ” ทำขึ้นเพื่อเป็นการบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสามของพราหมณ์ คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม เป็นประเภทคู่กันกับลอยกระทง ก่อนจะมีการลอยก็ต้องมีการตามประทีปเสียก่อน ซึ่งพิธีตามประทีปนี้ตามคัมภีร์ของอินเดีย เรียกว่า “ ทีปปาวลี ” กำหนดตามโหราศาสตร์ว่า เมื่อพระอาทิตย์ถึงราศีพิจิก

พระจันทร์อยู่ราศีพฤกษ์เมื่อใด เมื่อนั้นเป็นเวลาตามประทีป แต่ไทยเรามักถือเอาเดือน ๑๒ หรือเดือนยี่เป็งเป็นเกณฑ์ เวลาก็คลาดเคลื่อนกันบ้าง ต่อมาทางการได้สนับสนุนประเพณีนี้ขึ้น เพราะชาวไทยส่วนมากนับถือพุทธศาสนา

เมื่อเห็นว่าเป็นประเพณีที่ดีงาม ก็เลยเอามาแปลงเป็นพิธีทางศาสนา โดยถือว่าเป็นการบูชาพระเจ้าและบูชารอยพระพุทธบาทที่ปรากฏ ณ หาดทรายแม่น้ำนัมนที ซึ่งได้กล่าวมาแล้วในประวัติลอยกระทงปัจจุบันประเพณีลอยกระทงทางเหนือได้จัดขึ้นกันอย่างมโหฬารโดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่สนุกครึกครื้นกว่าที่อื่น ๆ ประชาชนจะหลั่งไหลมาจากที่ต่าง ๆ กัน เพื่อมาเที่ยวงานนี้ เทศบาลก็ได้จัดให้ มีการประกวดและการแห่กระทงเป็นที่น่าสนุกสนานยิ่งขึ้น เป็นการส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรมไทย จัดให้มีการประกวดกระทงใหญ่ ซึ่งบรรดาองค์การส่วนราชการ องค์การส่วนเอกชน สถานศึกษาต่าง ๆ ได้พากันส่งกระทงเข้าประกวดอย่างคับคั่ง ในบริเวณหน้าตึกสำนักงานเทศบาล ก็จะมีการประกวดการประดิษฐ์กระทงเล็ก ด้วยวัสดุต่าง ๆ เป็นต้น 

ที่มา หนังสือ ประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทย ผู้แต่ง ศาสตราจารย์เกียรติคุณมณี พยอมยงค์ พิมพ์ครั้งที่ ๕ พ . ศ . ๒๕๔๗ ฉบับปรับปรุงเพิ่มเติม

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักงานวัฒนธรรม จังหวัดเชียงราย
อาคารศาลากลางจังหวัดหลังเก่า ถ.สิงหไคล ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย ๕๗๐๐๐ 
โทร ๐-๕๓๗๑-๗๔๒๐ โทรสาร ๐-๕๓๗๑-๗๔๕๔ E-mail : chiangrai@m-culture.go.th 
ปรับปรุงข้อมูลครั้งล่าสุดเมื่อ ๑ พฤศจิยน 2549

วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ประวัติศาตร์เวียงกุมกาม ก่อนพญามังรายจะสร้างเมืองเชียงใหม่

ประวัติีศาสตร์เวียงกุมกาม เมืองหลวงแห่งแรกของอาณาจักรล้านนา ก่อนที่พญามังรายจะมาสร้างเมืองเชียงใหม่ปัจจุบัน

วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2555

วัฒนธรรมล้านนา/Lanna culture in northern thailand

วัฒนธรรมล้านนา เป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมายาวนาน บรรดาพวกเราเหล่าลูกหลานชาวล้านนา ควรเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมของดีบ้านเรา อย่าให้คนอื่นเขาว่า "พระบ้านตั่วบ่อไหว้ ไปไหว้พระบ้านเปิ้น" หมายความว่า สิ่งดีงามของบ้านเรา เราไม่เห็นค่า แต่ไปเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมคนอื่น อย่าให้วัฒนธรรมชาวล้านนา เหลือแต่เพียงตำนาน ที่เล่าสืบขานกันสืบต่อมาเท่านั้น แต่ขอให้ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันช่วยปกป้องรักษา ช่วยกันคนละไม้คนละมือ คำภาษาเมืองว่า ปี้ฮู้สอง น้องฮู้นึ่ง ช่วยกันรักษาสืบสานให้คนรุ่นหลังได้ภาคภูมิใจว่า บรรพบุรุษของพวกเขาได้สรรสร้างวัฒนธรรมที่ดีงามเอาไว้ให้ จะได้ไม่อายคนอื่นเขา จะได้พูดอย่างไม่อายว่า พวกเราชาวล้านนาก็มีอารยธรรมเป็นของตัวเอง จ่วยกั๋นสืบฮีตโตยฮอยวัฒนธรรมล้านนาตวยกั๋นเน้อเจ้า by petch viengping
ขอบคุณภาพจากyoutube
Lanna cultureWas a long cultural heritage. We are sons of those things. I appreciate the culture of our home. Do not let other people, he said. "The Flying House Bo Wai. Beautiful house set in "means that the good things in our country. We do not see the value. But to appreciate other cultures. Do not let the people of Lanna culture. But only a myth. I traced the call to carry out only. But people together to protect. Cnlaamgcnlamืa help. Sorry, that's two words in hood and steam will continue to be proud of that generation. Their fathers have created a culture that is pretty good. They are not shy people. I can not say that. We have over their own civilization.
by petch viengping.

ประวัติศาสตร์อาณาจักรล้านนา/Lanna history.

อาณาจักรล้านนา คือ อาณาจักรในอดีตที่ตั้งอยู่บริเวณภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย, สิบสองปันนาเชนเมืองเชียงรุ่ง (จิ่งหง) มณฑลยูนนาน ภาคตะวันออกของพม่า ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน ซึ่งมีเมืองเชียงตุงเป็นเมืองเอก ฝั่งตะวันตกแม่นำสาละวิน มีเมืองนายเป็นเมืองเอก และ 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน และแม่ฮ่องสอน ดยมีเมืองเชียงใหม่ เป็นราชธานี มีภาษา ตัวหนังสือ วัฒนธรรม และประเพณีเป็นของตนเอง ต่อมาถูกปกครองในฐานะรัฐบรรณาการของอาณาจักรตองอู อาณาจักรอยุธยา และอาณาจักรอังวะ จนสิ้นฐานะอาณาจักร กลายเป็นเมืองส่วนหนึ่งของอาณาจักรอังวะในราชวงศ์นยองยาน ไปในที่สุด

เนื้อหา

ล้านนา หมายถึง ดินแดนที่มีนานับล้าน หรือมีที่นาเป็นจำนวนมาก คู่กับล้านช้าง คือดินแดนที่มีช้างนับล้านตัว เมื่อปี พ.ศ. 2530 คำว่า "ล้านนา" กับ "ลานนา" เป็นหัวข้อโต้เถียงกัน ซึ่งคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งมี ดร. ประเสริฐ ณ นคร เป็นประธาน ได้ให้ข้อยุติว่า "ล้านนา" เป็นคำที่ถูกต้อง และเป็นคำที่ใช้กันในวงวิชาการ
ปัญหาที่นำไปสู่การโตเถียงกันนั้น สืบเนื่องมาจากในอดีตการเขียนมักไม่ค่อยเคร่งครัดในเรื่องวรรณยุกต์ แต่ก็เป็นที่เข้าใจกันว่า แม้จะเขียนโดยไม่มีรูปวรรณยุกต์โทกำกับ แต่ให้อ่านเหมือนมีวรรณยุกต์โท[2] สำหรับคำ "ลานนา" น่าจะมาจากพระบรมราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ว่า "ลานนาหมายถึงทำเลทำนา" ซึ่งทำให้คำว่าลานนาใช้กันมาเป็นเวลาเกือบหนึ่งศตวรรษ[2] ภายหลัง พ.ศ. 2510 นักวิชาการระดับสูงพบว่าล้านนาเป็นคำที่ถูกต้องแล้ว และชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อ ดร. ฮันส์ เพนธ์ ค้นพบคำว่า "ล้านนา" ในศิลาจารึกที่วัดเชียงสา ซึ่งเขียนขึ้นในปี พ.ศ. 2096[3]
คำว่าล้านนาน่าจะเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยพญากือนา เนื่องจากพระนาม "กือนา" หมายถึงจำนวนร้อยล้าน และต่อมาคำล้านนาได้ใช้เรียกกษัตริย์และประชาชน แพร่หลายมากในสมัยพระเจ้าติโลกราช[4]
ส่วนการใช้ว่า "ล้านนาไทย" นั้น เป็นเสมือนการเน้นความเป็นไทย ซึ่งใช้กันมาในสมัยหลังด้วยเหตุผลทางการเมือง[4]

อาณาเขต

หลักฐานทางประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่า ดินแดนล้านนานั้นหมายถึงดินแดนบางส่วนของอาณาบริเวณ ลุ่มน้ำแม่โขง ลุ่มน้ำสาละวิน แม่น้าเจ้าพระยา ตลอดจนเมืองที่ตั้งตามลุ่มน้ำสาขาเช่นแม่นำกก แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน แม่น้ำปาย แม่นำแตง แม่น้ำงัด ฯลฯโดยมีอาณาเขตทางทิศใต้จดเมืองตาก (อำเภอบ้านตากในปัจจุบัน) และจดเขตดินแดนด้านเหนือของอาณาจักรสุโขทัย ทิศตะวันตกเลยลึกเข้าไปในฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสาละวิน ทิศตะวันออกจดฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโขง ทิศเหนือจดเมืองเชียงรุ่ง (หรือคนจีนเรียกในปัจจุบันว่า เมืองจิ่งหง เนื่องจากคนจีนออกเสียงภาษา"ไทยลื้อ"ไม่ชัด จาก "เจียงฮุ่ง" จึงกลายเป็น "จิ่งหง"Jinghong ซึ่งบริเวณชายขอบของล้านนา อาทิ เมืองเชียงตุง เชียงรุ่ง เมืองยอง เมืองปุ เมืองสาด เมืองนาย เป็นบริเวณที่รัฐล้านนาแผ่อิทธิพล ไปถึงในเมืองนั้นๆ (ในบางสมัยเช่นสมัยพญามังราย พระเจ้าติโลกราช ที่มีพระราชแสนยานุภาพเกรียงไกร)
ในสมัยโบราณได้กล่าวถึงเมืองขึ้นกับดินแดนล้านนามี 57 เมือง ดังปรากฏในตำนาน พื้นเมืองของเชียงใหม่ว่า ใน สัตตปัญญาสล้านนา 57 หัวเมือง[1] แต่ก็ไม่ได้ระบุว่ามีเมืองใดบ้าง ปัจจุบันมีหลักฐานที่พม่านำไปจากเชียงใหม่ในสมัยที่พม่าปกครองเมืองเชียงใหม่ (พ.ศ. 2101-2317) และได้แปลเป็นภาษาพม่าต่อมาในปี ค.ศ. 2003 ทางมหาวิทยาลัย Yangon ได้แปลเป็นภาษาอังกฤษ) ชื่อ Zinme Yazawin หรือตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ฉบับภาษาพม่า(ชื่อเต็มดูที่อ้างอิง ท้ายนี้)ได้ระบุเมืองต่างๆ กว่า 50 หัวเมือง(รายละเอียดชื่อเมืองต่างๆปรากฏอยู่ในหนังสือ Zinme Yazawin ภาคภาษาอังกฤษ อยู่แล้ว) เช่น เมืองฝาง เมืองเชียงของ เมืองพร้าว เมืองเชียงดาว เมืองลี้ เมืองยวม เมืองสาด เมืองนาย เมืองเชียงตุง เมืงเชียงคำ เมืองเชียงตอง เมืองน่าน เมืองเทิง เมืองยอง เมืองลอง เมืองตุ่น เมืองแช่ เมืองอิง เมืองไลค่า เมืองลอกจ๊อก เมืองปั่น เมืองยองห้วย เมืองหนองบอน เมืองสู่ เมืองจีด เมืองจาง เมืองกิง เมืองจำคา เมืองพุย เมืองสีป้อ เมืองแหง เมืองหาง เมืองพง ฯลฯ[5][6]
1พญามังรายพ.ศ. 1835 - 1854 (19 ปี)
2พญาไชยสงครามพ.ศ. 1854 - 1868 (14 ปี)
3พญาแสนภูพ.ศ. 1868 - 1877 (11 ปี)
4พญาคำฟูพ.ศ. 1877 - 1879 (2 ปี)
5พญาผายูพ.ศ. 1879 - 1898 (19 ปี)
6พญากือนาพ.ศ. 1898 - 1928 (30 ปี)
7พญาแสนเมืองมาพ.ศ. 1928 - 1944 (16 ปี)
8พญาสามฝั่งแกนพ.ศ. 1945 - 1984 (39 ปี)
9พระเจ้าติโลกราชพ.ศ. 1984 - 2030 (46 ปี)
10พญายอดเชียงรายพ.ศ. 2030 - 2038 (8 ปี)
11พญาแก้ว (พระเมืองแก้ว)พ.ศ. 2038 - 2068 (30 ปี)
12พญาเกศเชษฐราช (พระเมืองเกษเกล้า)พ.ศ. 2068 - 2081 (13 ปี) ครั้งที่ 1
13ท้าวซายคำพ.ศ. 2081 - 2086 (5 ปี)
พญาเกศเชษฐราช (พระเมืองเกษเกล้า)พ.ศ. 2086 - 2088 (2 ปี) ครั้งที่ 2
14พระนางจิรประภาพ.ศ. 2088 - 2089 (1 ปี)
15พระไชยเชษฐาพ.ศ. 2089 - 2090 (1 ปี)
ว่างกษัตริย์พ.ศ. 2090 - 2094 (4 ปี)
16พระเจ้าเมกุฏิสุทธิวงศ์ (ท้าวเม่กุ)พ.ศ. 2094 - 2107 (13 ปี) ตั้งแต่ พ.ศ. 2101 ปกครองภายใต้อำนาจพม่า
1พญามังรายพ.ศ. 1835 - 1854 (19 ปี)
2พญาไชยสงครามพ.ศ. 1854 - 1868 (14 ปี)
3พญาแสนภูพ.ศ. 1868 - 1877 (11 ปี)
4พญาคำฟูพ.ศ. 1877 - 1879 (2 ปี)
5พญาผายูพ.ศ. 1879 - 1898 (19 ปี)
6พญากือนาพ.ศ. 1898 - 1928 (30 ปี)
7พญาแสนเมืองมาพ.ศ. 1928 - 1944 (16 ปี)
8พญาสามฝั่งแกนพ.ศ. 1945 - 1984 (39 ปี)
9พระเจ้าติโลกราชพ.ศ. 1984 - 2030 (46 ปี)
10พญายอดเชียงรายพ.ศ. 2030 - 2038 (8 ปี)
11พญาแก้ว (พระเมืองแก้ว)พ.ศ. 2038 - 2068 (30 ปี)
12พญาเกศเชษฐราช (พระเมืองเกษเกล้า)พ.ศ. 2068 - 2081 (13 ปี) ครั้งที่ 1
13ท้าวซายคำพ.ศ. 2081 - 2086 (5 ปี)
พญาเกศเชษฐราช (พระเมืองเกษเกล้า)พ.ศ. 2086 - 2088 (2 ปี) ครั้งที่ 2
14พระนางจิรประภาพ.ศ. 2088 - 2089 (1 ปี)
15พระไชยเชษฐาพ.ศ. 2089 - 2090 (1 ปี)
ว่างกษัตริย์พ.ศ. 2090 - 2094 (4 ปี)
16พระเจ้าเมกุฏิสุทธิวงศ์ (ท้าวเม่กุ)พ.ศ. 2094 - 2107 (13 ปี) ตั้งแต่ พ.ศ. 2101 ปกครอง

 ประวัติศาสตร์

การก่อตั้งอาณาจักร


พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์; พญามังราย พญาร่วง และพญางำเมือง ขณะทรงปรึกษาหารือการสร้างเมืองเชียงใหม่
พญามังราย กษัตริย์แห่งหิรัญนครเงินยาง องค์ที่ 25 ในราชวงศ์ลวจังกราชปู่เจ้าลาวจก ได้เริ่มตีเมืองเล็กเมืองน้อย ตั้งแต่ลุ่มแม่น้ำกก แม่น้ำอิง และแม่น้ำปิงตอนบน รวบรวมเมืองต่างๆให้เป็นปึกแผ่น นอกจากเงินยางแล้ว ยังมีเมืองพะเยาของพญางำเมืองพระสหาย ซึ่งพญามังรายไม่ประสงค์จะได้เมืองพะเยาด้วยการสงคราม แต่ทรงใช้วิธีผูกสัมพันธไมตรีแทน หลังจากขยายอำนาจระยะหนึ่ง พระองค์ทรงย้ายศูนย์กลางการปกครอง โดยสร้างเมืองเชียงรายขึ้นแทนเมืองเงินยาง เนื่องด้วยเชียงรายตั้งอยู่ริมแม่น้ำกกเหมาะเป็นชัยสมรภูมิ ตลอดจนทำการเกษตรและการค้าขาย
หลังจากได้ย้ายศูนย์กลางการปกครองมาอยู่ที่เมืองเชียงรายแล้ว พระองค์ก็ได้ขยายอาณาจักรแผ่อิทธิพลลงทางมาทางทิศใต้ ขณะนั้นก็ได้มีอาณาจักรที่เจริญรุ่งเรืองมาก่อนอยู่แล้วคือ อาณาจักรหริภุญชัย มีนครลำพูนเป็นเมืองหลวงตั้งอยู่ในชัยสมรภูมิที่เหมาะสมประกอบด้วยมีแม่น้ำสองสายไหลผ่านได้แก่แม่น้ำกวงและแม่น้ำปิงซึ่งเป็นลำน้ำสายใหญ่ไหลลงสู่ทะเลเหมาะแก่การค้าขาย มีนครลำปางเป็นเมืองหน้าด่านคอยป้องกันศึกศัตรู สองเมืองนี้เป็นเมืองใหญ่มีกษัตริย์ปกครองอย่างเข้มแข็ง การที่จะเป็นใหญ่ในดินแดนแถบนี้ได้จะต้องตีอาณาจักรหริภุญชัยให้ได้ พระองค์ได้รวบรวมกำลังผู้คนจากที่ได้จากตีเมืองเล็กเมืองน้อยรวมกันเข้าเป็นทัพใหญ่และยกลงใต้เพื่อจะตีอาณาจักรหริภุญชัยให้ได้ โดยเริ่มจากตีเมืองเขลางค์นคร นครลำปางเมืองหน้าด่านของอาณาจักรหริภุญชัยก่อน เมื่อได้เมืองลำปางแล้วก็ยกทัพเข้าตีนครลำพูน (แคว้นหริภุญชัย) พระองค์เป็นกษัตริย์ชาตินักรบมีความสามารถในการรบไปทั่วทุกสารทิศ สามารถทำศึกเอาชนะเมืองเล็กเมืองน้อยแม้กระทั่งอาณาจักรหริภุญชัยแล้วรวบเข้ากับอาณาจักรโยนกเชียงแสนได้อย่างสมบูรณ์
หลังจากพญามังรายรวบรวมอาณาจักรหริภุญชัยเข้ากับโยนกเชียงแสนเสร็จสิ้นแล้ว ได้ขนามนามราชอาณาจักรแห่งใหม่นี้ว่า "อาณาจักรล้านนา" พระองค์มีดำริจะสร้างราชธานีแห่งใหม่นี้ให้ใหญ่โตเพื่อให้สมกับเป็นศูนย์กลางการปกครองแห่งอาณาจักรล้านนาทั้งหมด พร้อมกันนั้นก็ ได้อัญเชิญพระสหายสนิทร่วมน้ำสาบานสองพระองค์ได้แก่ พญางำเมืองแห่งเมืองพะเยา และ พ่อขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัย มาร่วมกันสถาปนาราชธานีแห่งใหม่ในสมรภูมิบริเวณที่ลุ่มริมฝั่งมหานทีแม่ระมิงค์ (แม่น้ำปิง) โดยตั้งชื่อราชธานีแห่งใหม่นี้ว่า "นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่" แต่ก่อนที่จะตั้งเมือง พระองค์ทรงได้สร้างราชธานีชั่วคราวขึ้นก่อนแล้ว ซึ่งก็เรียกว่า เวียงกุมกามแต่เนื่องจากเวียงกุมกามประสบภัยธรรมชาติใหญ่หลวงเกิดน้ำท่วมเมืองจนกลายเป็นเมืองบาดาล ดังนั้นพระองค์จึงได้ย้ายราชธานีมาอยู่ ณ นครเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 1839 และได้เป็นศูนย์กลางการปกครองราชอาณาจักรล้านนานับแต่นั้น นครเชียงใหม่มีอาณาบริเวณอยู่ระหว่างเชิงดอยอ้อยช้าง (ดอยสุเทพ) และ บริเวณที่ราบฝั่งขวาของแม่น้ำปิง (พิงคนที) นับเป็นสมรภูมิที่ดีและเหมาะแก่การเพาะปลูกเนื่องจากเป็นบริเวณที่ราบลุ่มมีแม่น้ำไหลผ่าน

การเมือง-การปกครองในสมัยราชวงศ์มังราย

พญามังรายทรงส่งพระญาติวงศ์ของพระองค์ ไปปกครองหัวเมืองต่างๆ ที่เป็นเมืองขึ้น หรือเมืองที่สร้างขึ้นใหม่ เช่น เมืองเขลางค์ (ลำปาง) เมืองเขมรัฐเชียงตุง (ในพม่า) และ เชียงรุ้ง (สิบสองปันนาในจีน) ทรงส่งพระราชโอรสไปปกครอง เมืองที่ใหญ่และสำคัญๆ ได้แก่ เมืองนาย (หัวเมืองไทใหญ่) และเชียงราย ซึ่งเคยเป็นเมืองราชธานีของล้านนา
รัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ. 1985-2030) กษัตริย์องค์ที่ 9 ราชวงศ์มังราย พระองค์ได้รับการยกย่องให้มีฐานะเป็น "ราชาธิราช" พระองค์ทรงแผ่ขยายขอบขัณฑสีมาของอาณาจักรล้านนาให้ยิ่งใหญ่และกว้างขวางกว่าเดิม
ในรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช อาณาจักรล้านนา ยังได้ทำสงครามกับอาณาจักรอยุธยา ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ นานถึง 25 ปี โดยมีสาเหตุมาจากความต้องการในการแผ่อิทธิพลเข้าไปในสุโขทัยของทั้งสองอาณาจักร แต่ไม่มีฝ่ายไหนได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาด ทั้งสองอาณาจักรจึงผูกสัมพันธไมตรีต่อกัน จนกระทั่งอาณาจักรล้านนาตกเป็นประเทศราชของพม่าในปี พ.ศ. 2101

การล่มสลายของอาณาจักร


วัดเจดีย์หลวง สร้างขึ้นในช่วงยุคทองของล้านนา องค์พระเจดีย์พังทลายลงมาด้วยแรงแผ่นดินไหวเมื่อปี พ.ศ. 2088 อันเป็นลางบอกเหตุความแตกแยกในราชสำนักและความอ่อนแอของอาณาจักร
อาณาจักรล้านนาเริ่มเสื่อมลงในปลายรัชสมัย "พญาแก้ว" เมื่อกองทัพเชียงใหม่ได้พ่ายแพ้แก่ทัพเชียงตุงในการทำสงครามขยายอาณาจักร ไพร่พลในกำลังล้มตายลงเป็นจำนวนมาก ประกอบกับปีนั้นเกิดอุทกภัยใหญ่หลวงขึ้นในเมืองเชียงใหม่ ทำให้บ้านเรือนราษฎรเสียหายและผู้คนเสียชีวิตลงเป็นจำนวนมาก สภาพบ้านเมืองเริ่มอ่อนแอเกิดความไม่มั่นคง หลังจาก "พญาแก้ว" สิ้นพระชนม์ก็เกิดการจลาจลแย่งชิงราชสมบัติ ระหว่างขุนนางมีอำนาจมากขึ้น ถึงกับแต่งตั้งหรือถอดถอนเจ้าได้ เมื่อนครเชียงใหม่ศูนย์กลางอำนาจเกิดสั่นคลอน เมืองขึ้นต่าง ๆ ที่อยู่ในการปกครองของเชียงใหม่จึงแยกตัวเป็นอิสระ และไม่ส่งเครื่องราชบรรณาการอีกต่อไป
เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 1 พระเจ้าบุเรงนอง แห่งอาณาจักรตองอูได้ทำศึกมีชัยชนะไปทั่วทุกทิศานุทิศ จนได้รับการขนานนามพระเจ้าผู้ชนะสิบทิศ พระเจ้าบุเรงนองได้ทำศึกยึดครองนครเชียงใหม่ไปประเทศราชได้สำเร็จ รวมทั้งได้เข้าได้ยึดเมืองลูกหลวงและเมืองบริเวณของเชียงใหม่ไปเป็นประเทศราชด้วย ในช่วงแรกนั้นทางพม่ายังไม่ได้เข้ามาปกครองเชียงใหม่โดยตรง เนื่องจากยุ่งกับการศึกกับกรุงศรีอยุธยา แต่ยังคงให้ "พระเจ้าเมกุฎิ" ทำการปกครองบ้านเมืองต่อตามเดิม แต่ทางเชียงใหม่จะต้องส่งเครื่องราชบรรณาการไปให้หงสาวดี ต่อมา "พระเจ้าเมกุฎิ" ทรงคิดที่จะตั้งตนเป็นอิสระ ฝ่ายพม่าจึงปลดออกและแต่งตั้ง "พระนางราชเทวี หรือ พระนางวิสุทธิเทวี" เชื้อสายราชวงศ์มังรายพระองค์สุดท้าย ขึ้นเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่แทน จนกระทั่งพระนางราชเทวีสิ้นพระชนม์ ทางฝ่ายพม่าจึงได้ส่งเจ้านายทางฝ่ายพม่ามาปกครองแทน เพื่อคอยดูแลความเรียบร้อยของเมืองเชียงใหม่ ในสมัยนั้นเมืองเชียงใหม่เกือบจะเป็นเมืองพระยามหานครของพม่าแล้ว อีกประการหนึ่งก็เพื่อที่จะเกณฑ์พลชาวเชียงใหม่ และ เตรียมเสบียงอาหารเพื่อไปทำศึกสงครามกับทางกรุงศรีอยุธยา
อาณาจักรล้านนาในฐานะเมืองขึ้นของพม่าไม่ได้มีความสงบสุข มีแต่การกบฏแก่งแย่งชิงอำนาจกันอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่แต่เชียงใหม่อย่างเดียว เมืองอื่นๆในล้านนาก็ด้วย จนกระทั่งราชวงศ์นยองยาน สถาปนาอาณาจักรรัตนปุระอังวะอีกครั้งจึงหันมาปกครองเชียงใหม่โดยตรง

อ้างอิง

  1. ^ 1.0 1.1 สรัสวดี อ๋องสกุล. หน้า 25. "ในปัจจุบันดินแดนล้านนาหมายถึงดินแดน 8 จังหวัดภาคเหนือคือ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน และแม่ฮ่องสอน"
  2. ^ 2.0 2.1 2.2 สรัสวดี อ๋องสกุล. หน้า 21.
  3. ^ สรัสวดี อ๋องสกุล. หน้า 22.
  4. ^ 4.0 4.1 สรัสวดี อ๋องสกุล. หน้า 23.
  5. ^ พระเจ้าติโลกราช ประกาศแสนยานุภาพเมืองเหนือ (E.Q.Plus)
  6. ^ ศรีสักดิ์ วัลลิโภดม.ล้านนาประเทศ.กรุงเทพฯ : มติชน,2545

บรรณานุกรม

  • สรัสวดี อ๋องสกุล. (2544). ประวัติศาสตร์ล้านนา. สำนักพิมพ์อมรินทร์.
  • Zinme Yazawin, Chronicle of Chaing Mai, University Historical Research Centre, Yangon, 2003
ขอบคุณข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org/wiki/

วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ตัวอย่างอักษรภาษาล้านนา / Lanna language.ใน เพลงล่องแม่ปิง

อักษรล้านนาเป็นอักษรที่อยู่ในตระกูลฝักขาม มีลักษณะคล้ายคลึงกับฝักมะขาม ที่โค้งๆงอๆ มีความสวยงามตามแบบฉบับของชาวล้านนา อักษรตระกูลฝักขามมักใช้กันในประเทศ พม่า รัฐฉาน หรือไทยใหญ่ กระเหรี่ยง ในพม่า ประเทศไทยตอนบนหรืออาณาจักรล้านนา ปัจจุบันอยู่ใน 8จังหวัดภาคเหนือตอนบนของไทย ประวัติความเป็นมาของภาษาล้านนา ประวัติความเป็นมาของภาษาล้านนา ภาษาล้านนา หรือคำเมือง เป็นภาษาประจำราชอาณาจักรล้านนามาเป็นระยะเวลานาน ตามประวัติศาสตร์ล้านนา มีหลักฐานจารึกอักษรล้านนาเมื่อประมาณ 500 กว่าปีที่ผ่านมา แต่ตามความเป็นจริงสันนิษฐานว่า ภาษาล้านนาเป็นภาษาที่เกิดขึ้นมานานนับพันปีเลยทีเดียว ภาษาล้านนามีทั้งภาษาพูด ภาษาเขียน ในสมัยโบราณการบันทึกสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นข้อมูลความรู้ด้านต่าง ๆ จะมีการประดิษฐ์อักษรใช้แตกต่างกัน ภาษาล้านนาเป็นภาษาที่มีสัณฐานกลมป้อม คล้ายอักษรมอญ มีเสียงสระภายในตัว ใช้ในการติดต่อสื่อสารกันในอดีต ภาษาล้านนาเป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ ความเป็นชนชาติที่มีอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ ปราชญ์พื้นบ้าน และปราชญ์ราชสำนัก สามารถอ่านออกเขียนได้ มีการให้การสนับสนุนการเรียนภาษาล้านนาทั้งฝ่ายอาณาจักร และฝ่ายศาสนจักร สิ่งที่เป็นวิถีชีวิตพื้นบ้าน ความเป็นอยู่ ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ พิธีกรรม หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของบ้านเมืองในอดีต กฎหมายต่าง ๆ วรรณกรรมพื้นบ้าน ตำรายาสมุนไพร การรักษาโรค โหราศาสตร์ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ได้ถูกบันทึกไว้ลงบนใบลาน พับสา ข่อย ศิลาจารึก ฝาผนักภาพโบราณที่ต่าง ๆ วรรณกรรมต่าง ๆ ที่มีการบันทึกเป็นภาษาล้านนา เช่น จามเทวีวงศ์ สิหิงคนิทาน พงศาวดารโยนก ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ จักรวาฬทีปนี มังคลัตถทีปนี นิราศหริภุญชัย ( กะโลงเมิงเป้า ) ซึ่งเป็นนิราศอายุเก่าแก่ที่สุดในเมืองไทย ลิลิตพระลอ ปัญญาสชาดก นิทานพื้นบ้านที่แต่งโดยปราชญ์พื้นบ้าน เป็นชาดกหลาย ๆ เรื่อง เช่น อุสาบารส หงษ์หิน กินรี สุวรรณสาม อมราพิศวาส ฯ กฎหมายมังรายศาสตร์ อวหาร25 กฎหมายเช่านา ที่มีความยิ่งใหญ่ที่สุดคือ การที่มีการใช้อักษรล้านนาจารึกพระไตรปิฎกในการสังคยานาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลก ในปีพุทธศักราช 2020 ณ วัดมหาโพธาราม ( วัดเจ็ดยอด ) ในรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราชมหาราช แห่งราชวงศ์มังราย ช่วงนั้นถือว่าเป็นยุคทองของภาษาและวรรณกรรมล้านนาเป็นอย่างมาก หลังจากที่ทำสังคยานาเสร็จสิ้นลง ได้แจกจ่ายใบลานพระไตรปิฎกเผยแพร่ไปยังที่ต่าง ๆ เช่น เมืองสิบสองปันนา เมืองหลวงพระบาง และหัวเมืองต่าง ๆ ของอาณาจักรล้านนา นอกจากนั้นในสมัยต่อ ๆ มา มีการเรียนรู้วรรณกรรมกันอย่างแพร่หลาย ตามพื้นบ้านล้านนาจะมีศิลปินชาวบ้าน พูดคุย ทักทายกันด้วยสำเนียงภาษาที่มีระเบียบระบบ เช่น ค่าวซอ กาพย์ เจี้ย จ๊อย กะโลง ฯลฯ ภาษาล้านนา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อักษรธรรม สร้างนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงมากมาย เช่น พระสิริมังคลาจารย์ พระโพธิรังษี พระรัตนปัญญาเถระ สามเณรใหญ่ แสนเมืองมา ศรีวิชัยโข้ พระยาพรหมโวหาร ( กวีเอกแห่งล้านนา ) ผู้แต่งค่าวกำจ่มพระยาพรหม ปู่สอนหลาย ย่าสอนหลาน ฯลฯ ความเกี่ยวเนื่องกับวิถีชีวิตของชาวล้านนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้ภาษาล้านนามีความสำคัญในบทบาทที่หลากหลาย คุณค่าทางภาษา ที่สะท้อนวิถีชีวิตในอดีต เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จะเป็นบทเรียนสำหรับการดำเนินชีวิตของอนุชนคนรุ่นหลังในปัจจุบัน ดังนี้น เราควรที่จะเรียนรู้ และสืบสานสิ่งที่ดีงามโดยปรับนำมาใช้ให้เหมาะสม เพื่อให้มรดกวัฒนธรรมทางภาษาคงอยู่ตราบนานเท่านาน ภาษาล้านนามีทั้งภาษาพูด ภาษาเขียน ในสมัยโบราณการบันทึกสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นข้อมูลความรู้ด้านต่าง ๆ จะมีการประดิษฐ์อักษรใช้แตกต่างกัน ภาษาล้านนาเป็นภาษาที่มีลักษณะกลมป้อม คล้ายอักษรมอญ มีเสียงสระภายในตัว ใช้ในการติดต่อสื่อสารกันในอดีต ภาษาล้านนาเป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ ความเป็นชนชาติที่มีอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ คำว่า ตั๋วเมือง หรือภาษาล้านนา นี้ เป็นชื่อเรียกตัวอักษรที่ใช้กันในบริเวณภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย (ล้านนา) ซึ่งคนในบริเวณนี้เรียกตัวเองว่า คนเมือง ภาษาพูดก็เรียกว่า คำเมือง และอักษรเขียนก็เรียกว่า ตั๋วเมือง ซึ่งเป็นแบบฉบับของตนเองและได้วิวัฒนาการมาเป็นร่วม 2,000 ปี ยังคงปรากฏและใช้มาจนถึงทุกวันนี้ ในอดีตการเรียนภาษาล้านนา จะเรียนทั้งฝ่ายอาณาจักรและฝ่ายศาสนจักร สิ่งที่เป็นวิถีชีวิตพื้นบ้าน ความเป็นอยู่ ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ พิธีกรรม หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของบ้านเมือง กฎหมายต่างๆ วรรณกรรมพื้นบ้าน ตำรายาสมุนไพร การรักษาโรค โหราศาสตร์ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ได้ถูกบันทึกไว้ลงบนใบลาน พับสา ข่อย ศิลาจารึก ฝาผนังภาพโบราณที่ต่างๆ การบันทึกภาษาล้านนาที่มีความยิ่งใหญ่ที่สุด คือ การใช้อักษรล้านนาจารึกพระไตรปิฎกในการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลก ปัจจุบันการเรียน ตั๋วเมือง หรือภาษาล้านนา น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะเยาวชนและคนทั่วไปต่างไม่ให้ความสนใจที่จะเรียนรู้ เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ล้าสมัยหรือเห็นว่าเป็นสิ่งที่ พระ เณร ในวัดเท่านั้นที่ต้องเรียน จึงทำให้ขาดผู้ที่จะศึกษาและรักษามรดกที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษให้คงอยู่ต่อไป ภาษาล้านนา หมายรวมถึง ภาษาเขียน (ตั๋วเมือง) และภาษาพูด (กำเมือง) นอกจากจะใช้ใน ๘ จังหวัดภาคเหนือแล้ว ยังมีผู้ใช้ภาษาล้านนาในบางท้องที่ของจังหวัดอุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย สระบุรี ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น นครเชียงตุง (เมียนม่าร์) สิบสองปันนา (จีน) และอีกหลายแห่งในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แม้จะมีสำเนียงพูดผิดเพี้ยนกันไปบ้าง ตัวอักษรแตกต่างกันไปบ้างเล็กน้อย แต่ก็สามารถสื่อสารกันได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะภาษาเขียนที่ใช้ในนครเชียงตุง ที่เรียกว่า ตั๋วขึน ทั้งลักษณะของตัวอักษร และอักขรวิธีเหมือนกับ ตั๋วเมือง ที่ใช้ในภาคเหนือของไทย อักษรล้านนา (ตั๋ว เมือง) ถือได้ว่าเป็นอักษรแห่งภาษาแม่ของชาวล้านนา เป็นมรดกอันล้ำค่าทางอักษรศาสตร์ เป็นศาสตร์อันสูงสุดของชาวล้านนา เป็นภูมิปัญญาของนักปราชญ์ชาวล้านนา เป็นอักษรแห่งมนต์ขลัง ถือกันมาว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ ควรแก่การรับรองพระพุทธพจน์ จึงเป็นอักษรที่ใช้เกี่ยวกับพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา ใช้ในการจารพระไตรปิฎก คัมภีร์ใบลาน ธรรมชาดก บทสวดมนต์ พงศาวดาร ตำนาน ศิลาจารึก โหราศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ตำรายาสมุนไพร วรรณกรรมล้านนา ตลอดถึงคติ คำสอนต่างๆ และที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่ง คือตำราไสยศาสตร์ เลขยันต์ คาถาเวทย์มนต์ต่างๆ ที่คนล้านนาถือว่าขลังมาแต่โบราณกาล ชาวล้านนาถือว่า “ตั๋วเมือง” เป็นของสูง เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันมีค่าสูงยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น พับสา คัมภีร์ใบลาน สมุด ข่อย แม้แต่กระดาษที่เขียนด้วยตั๋วเมือง จะต้องเก็บไว้ในที่อันควร เช่น บนโต๊ะ บนหิ้ง บนหัวนอน จะไม่มีการทิ้งเรี่ยราด ไม่มีการเหยียบหรือเดินข้ามเป็นอันขาด แม้ว่าตั๋วเมืองจะเสื่อมลงในระยะที่อาณาจักรล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า เกือบ ๒๐๐ ปี (ราว พ.ศ. ๒๑๐๑ – ๒๓๒๐) กอปรกับในเวลาต่อมาเมื่ออาณาจักรล้านนาพ้นจากการปกครองของพม่าแล้ว ล้านนาก็ต้องตกเป็นประเทศราชของกรุงรัตนโกสินทร์ ต้องการให้สยามประเทศเป็นหนึ่งเดียวในด้านภาษา จึงไม่สนับสนุนให้เรียนตั๋วเมือง ให้ใช้ภาษาไทยกลางเป็นสื่อ ไม่อนุญาตให้มีการสอนตั๋วเมืองในโรงเรียน คงมีสอนเฉพาะในวัดสำหรับผู้จะบวชเป็นภิกษุสามเณรเท่านั้น ผู้หญิงหรือผู้ที่ไม่มีโอกาสเข้าเป็นศิษย์วัด (ขะโยม) เพื่อเตรียมบรรพชาอุปสมบทจึงไม่มีโอกาสได้เรียนตั๋วเมือง ในระยะหลังๆ ต่อมาแม้ในวัดก็ไม่มีการสอนตั๋วเมืองอีกเช่นกัน ทำให้ชาวล้านนาไม่รู้จักตั๋วเมือง อ่านตั๋วเมืองไม่ออก ทั้งๆ ที่เป็นภาษาที่บรรพชนนักปราชญ์ล้านนาคิดค้นประดิษฐ์ขึ้นด้วยภูมิปัญญาอันสูงส่ง ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก 50lannalang.wordpress.com
ขอบคุณ you tube
In a letter written to a separate family of Kham. Is similar to the curve and bend ฝakmakam are typical of the beautiful things. Font family pod, often in Kham, Shan State, Burma or Thailand, the Karen in Burma, Thailand, or at the Lanna kingdom. Present in 8 provinces of northern Thailand. The history of the language offers. The history of the language over a million words in the language of the United Kingdom over a long period of time. Lanna history. The evidence of inscriptions, about 500 million years ago. But the fact presumed. Language offers a more than a millennium, ever. The spoken language over written language in ancient times the things that I know is that I will have to invent a different character. A million in a round shape with a fort. Mon-like character. The inside of the vowel. Used to communicate with each other in the past. Language offers a unique demonstration. A nation with a great civilization. Folk philosopher. Scholars and courts. Can read and write. With the support of language study over both kingdoms. And the Church. What is the traditional way of life as art, culture, beliefs, rituals, doctrines of Buddhism. History of the country in the legal literature, folk. Cookbook medicine to treat astrology, etc. These were recorded on palm leaves folded Sa Koi inscriptions cover through the image along the various literatures that have been recorded as over the Chamadevi family's Lehi to. Folk tales and legends in the annals of the Ionian Church whales, this is likely if this clutch. Transmitted Haripunchai (Kaolg wish target), which is transmitted to the age of the oldest in Thailand Lilit Phra Lo Wisdom allegory, folk tale, written by a philosopher, rural shows many such industries Ba Tang Hong Rock Song Suwan three Amara. Reputation as the likely course of law for over 25 Awhar are the greatest. The text of the inscription over the sum of the Holy Scriptures in the Holy Scriptures of the world's eighth year in 2020 at the University Photharam (seven-meter) in the reign of King Taksin the comment. Mangrai dynasty. It is considered the golden age of language and literature is very much over. In sum, after the completion of treatment. Holy Scriptures publishing and distribution of palm leaves to the city such as Xishuangbanna. Luang Prabang. And various districts of the kingdom of Lanna. In addition, the subsequent learning literature widely. The traditional Lanna artists were talking greeting each other with an accent that organized systems such as the soft epic build incentives for the Kaolg etc. Language Forum also known as a character I created a philosopher famous for his glory. Monk class Master's Bodhi Rangsi the school are thera novice is a city of Srivijaya asks Lord Brahma rhetoric (poet and over) by setting the bundle sink prince prom grandfather taught the mother to teach them, etc., as relevant. Lanna way of life from past to present. The language offers a variety of important roles. The value of language. That reflect life in the past. Events that happen to be a lesson for future generations living in the present, we should learn. And continue to do good by bringing the suit. The heritage language as long as I live. The spoken language over written language in ancient times the things that I know is that I will have to invent a different character. Language is a language over a circular fort. Mon-like character. The inside of the vowel. Used to communicate with each other in the past. Language offers a unique demonstration. A nation that has civilization, the great word to the language over the name of the font used in the upper north of Thailand (Lanna), the people in this area call themselves urban vernacular. I called the city and the writing is called a city, which is typical of their own, and has evolved into a 2,000 years and is still visible to this day. In the past, the school offers. To study both the kingdom and the church. What is the traditional way of life as art, culture, beliefs, rituals, doctrines of Buddhism. The history of state laws, local literature. Herbal medicine to treat astrology books, etc. These were recorded on palm leaves folded Sa Koi inscriptions on the walls of ancient images. To save a million of the biggest things is to use a letter written in the scriptures, the scriptures of the sort that eight of the world to learn the language offers. Particularly worrisome. The youth and people were not paying attention to learning. Because that is outdated or it is the only novice in the study. The lack of education and to maintain the heritage handed down from fathers to continue to include language over written language (to town) and language (keywords) can be used in the eight northern provinces. I have used over in some areas of Tak, Sukhothai, Saraburi province in neighboring cities such as Chiang Tung (Myanmar), Jinghong (China) and several locations in Laos. Despite the language spoken to some distortion. The letters vary slightly. I can communicate very well. The language used in the city of Chiang Rai called due to the nature of the letter. Orthography, and like a city in northern Thai Lanna letter (to the city) can be considered as the language of the text over. The precious heritage of the Arts. The highest is the science of things. The wisdom of the wise things. The text of the magic. That are considered sacred. The Buddhist term for certification. The font used for religious rituals. Master in the Holy Scriptures Bible Scriptures for Meditation prayer inscriptions legend chronicles the history of astrology. Herbal Pharmacopoeia. Literature over the ways and teachings and the most important one. The texts, occult magic spells and magic. Some things are magical, but ancient. The Forum considered a "Special City" as its cultural heritage are powerful a book can fold a paper Koi Balan book written by the city. It should be stored in a table on a shelf on the left Hawnon will not drip. No stepping on or tripping over a false sense. Although the city will deteriorate in the development of the city over the Burmese Kingdom for nearly 200 years (as of 2101 to 2320) together with the time when the kingdom shall rule over Burma. I went over to the King of the Rattanakosin period. To one of the Siamese language. We do not encourage students to town. English as a medium to medium. Are not permitted to teach in urban schools. I have taught in the temple for those who are ordained as novice monks only. Women who do not have the opportunity to measure a student (Ka Consortium) to prepare for ordination, ordination is not possible to study in the city back then, even teach it to the city as well. The Lanna people do not know the city. I can not read the language of the ancestors invented by scholars over the lofty wisdom. A few words of thanks. 50lannalang.wordpress.com.